Genesis Acoustics Automotive อากาศร้อนขนาดนี้ แอร์รถยนต์จะพังมั้ย?

อากาศร้อนขนาดนี้ แอร์รถยนต์จะพังมั้ย?

แอร์รถยนต์

สภาพอากาศในปัจจุบันใช้คำว่า “ร้อนตับแตก” ก็ไม่ใช่คำพูดที่เกินจริง ยิ่งปี 2024 นี่แทบแย่เพราะทุกภาคของไทยมีอุณหภูมิร้อนจัดเกิน 40 องศาฯ บางจังหวัดร้อนทะลุ 44 องศาฯ กันเลยทีเดียว แล้วแบบนี้ “แอร์รถยนต์” จะพังมั้ย? สู้กับสภาพอากาศประเทศไทยไหวหรือเปล่า? เราหาคำตอบมาให้เรียบร้อยแล้ว ไปดูพร้อม ๆ กันได้เลย 

สิ่งที่ควรตรวจเช็ก เพื่อให้ภายในรถเย็นมีอะไรบ้าง?

ในสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวแบบนี้ หากต้องเดินทางไกลหรือใช้ชีวิตอยู่บนรถนาน ๆ แนะนำให้เช็กสิ่งต่าง ๆ ต่อไปนี้ให้ดี เพราะถ้าหากมีอะไรเสียหายขึ้นมา บอกเลยว่าร้อนยิ่งกว่าตกนรกซะอีก แต่จะมีอะไรบ้างไปดูกัน!

  • พัดลมระบายความร้อน
  • ตู้แอร์
  • ฟิล์มกรองแสง
  • คอมเพรสเซอร์แอร์
  • น้ำยาแอร์

จะเกิดอะไรขึ้นหากไม่ตรวจเช็กน้ำยาแอร์ ตู้แอร์ และคอมเพรสเซอร์แอร์ให้ดี?

หากไม่ตรวจเช็ก 3 สิ่งที่เราบอกไปเมื่อสักครู่ แล้วระบบแอร์ไม่ทำงานอาจทำให้การขับขี่รถยนต์ของคุณย่ำแย่ได้ ซึ่งสาเหตุที่ทำให้แอร์ไม่เย็นหรือไม่ทำงานมักเกิดจากตู้แอร์รั่ว ระบบแผงระบายความร้อนหรือพัดลมหน้าแผงคอยล์ไม่ทำงาน ลูกสูบภายในคอมเพรสเซอร์หลวม ฯลฯ 

แนะนำให้สังเกตที่ตาแมวของรถยนต์ ด้วยการสตาร์ตเครื่องยนต์แล้วเปิดระบบเครื่องปรับอากาศ “อย่าลืมกดปุ่ม A/C” ให้คอมเพรสเซอร์แอร์ได้ทำงาน จากนั้นส่องดูว่าตาแมวมีลักษณะเป็นยังไง หากมีฟองสีขาวเล็ก ๆ เป็นจำนวนมาก และมีตลอดเวลาแสดงว่าน้ำยาแอร์ลดลง แนะนำให้รีบเติมทันที แต่ถ้าหากมีฟองสีขาวขนาดใหญ่สลับกับไม่มีฟอง หมายความว่ายังมีน้ำยาแอร์อยู่ (ยังไม่ต้องเติม)

ควรล้างตู้แอร์หรือไม่?

หากถามว่าควรล้างตู้แอร์มั้ย ตอบตรงนี้เลยว่า “ควร” เพราะวิธีนี้จะช่วยกำจัดสิ่งสกปรกหรือเศษฝุ่นต่าง ๆ ออกจากระบบแอร์ เพื่อให้การทำความเย็นสามารถทำงานได้ตามปกติ แถมยังช่วยลดพวกกลิ่นอับ กลิ่นไม่พึงประสงค์ที่เกิดจากความชื้นผสมกับฝุ่นได้เป็นอย่างดี โดยปกติแล้วการล้างตู้แอร์จะทำปีละ 1 ครั้งเท่านั้น เว้นแต่ว่าช่วงไหนสัมผัสได้ว่าความเย็นของแอร์ลดลง ก็สามารถล้างตู้แอร์ได้เช่นกัน

ในสภาพอากาศแบบนี้ “ระบบทำความเย็น” ในรถยนต์ ถือเป็นเรื่องที่ควรตรวจเช็กมาก ๆ เพราะไม่ใช่แค่เรื่องอะไหล่รถยนต์ได้รับความเสียหายเท่านั้น แต่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตของผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้เช่นกัน โดยเฉพาะโรคฮีทสโตรกที่กำลังระบาดอย่างหนักในช่วงนี้ เพราะฉะนั้นควรตรวจเช็กความเรียบร้อยของระบบต่าง ๆ ให้ดีก่อนออกเดินทาง ไม่ว่าจะเดินทางใกล้หรือไกลแค่ไหนก็ตาม

Related Post

ล้อแม็กขอบ 18

ล้อแม็กขอบ 18 ทำให้รถกินน้ำมันขึ้นจริงไหม รวมข้อดีและข้อควรรู้ก่อนเปลี่ยนล้อแม็กขอบ 18 ทำให้รถกินน้ำมันขึ้นจริงไหม รวมข้อดีและข้อควรรู้ก่อนเปลี่ยน

หลายคนที่กำลังวางแผนเปลี่ยนล้อรถ มักสนใจล้อแม็กขอบ 18 เพราะช่วยให้รถดูสปอร์ต โดดเด่น และเสริมภาพลักษณ์ของรถให้ดูลงตัวมากขึ้น แต่ก็มีคำถามที่ได้ยินอยู่เสมอว่า เมื่อเปลี่ยนเป็นล้อขนาดใหญ่ขึ้นแล้ว รถจะกินน้ำมันกว่าเดิมจริงหรือไม่ ความจริงแล้วคำตอบไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดล้อเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับน้ำหนักล้อ ขนาดยาง รวมถึงลักษณะการใช้งานของรถแต่ละคัน หากเข้าใจปัจจัยเหล่านี้ก่อนตัดสินใจ ก็จะสามารถเลือกล้อที่เหมาะกับรถและการใช้งานได้มากกว่าเลือกจากความสวยงามเพียงอย่างเดียว ล้อแม็กขอบ 18 เปลี่ยนแล้วรถกินน้ำมันขึ้นจริงไหม เข้าใจปัจจัยก่อนตัดสินใจ หลายคนกังวลว่าการเปลี่ยนเป็นล้อแม็กขอบ 18 จะทำให้รถกินน้ำมันมากขึ้น แต่ความจริงแล้วไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดล้อเพียงอย่างเดียว เพราะยังมีปัจจัยอื่นที่ส่งผลต่ออัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง เช่น น้ำหนักของล้อ ความกว้างของยาง ขนาดแก้มยาง รวมถึงพฤติกรรมการขับขี่ หากเลือกล้อที่มีน้ำหนักเหมาะสม

ร้านผสมสีรถยนต์ รามอินทรา

ร้านผสมสีรถยนต์ รามอินทรา มีคุณภาพการบริการอย่างไรบ้างร้านผสมสีรถยนต์ รามอินทรา มีคุณภาพการบริการอย่างไรบ้าง

การพ่นสีรถยนต์เปรียบดังการแต่งตัวให้ดูดีอยู่เสมอ ซึ่งในบางส่วนมาจากการนำรถของตนเองไปพ่นสีเพื่อเปลี่ยนให้ดูสวยมากขึ้น คนไหนหาร้านผสมพ่นสีแล้วไม่รู้ว่าจะต้องเลือกร้านใด บทความนี้จะมานำเสนอร้านผสมสีรถยนต์ รามอินทราให้ทุกคนได้ทำความรู้จักว่าเป็นร้านที่ให้บริการแบบใด

ล้อรถยนต์

อายุเฉลี่ยของยางรถยนต์ คือ เท่าไหร่ ควรเปลี่ยนตอนไหนอายุเฉลี่ยของยางรถยนต์ คือ เท่าไหร่ ควรเปลี่ยนตอนไหน

ยางล้อรถยนต์ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่มีอายุการใช้งานแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับคุณภาพของวัสดุ ผู้ใช้งานจึงจำเป็นต้องทำการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอว่ายางเสื่อมสภาพแล้วหรือยัง เพื่อซื้อมาเปลี่ยนใหม่และขับขี่ได้อย่างปลอดภัยไม่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ แต่อายุการใช้งานจริงของล้อรถยนต์โดยมาตรฐานจะนานแค่ไหน ทำไมต้องเปลี่ยน เราจะพาไปหาคำตอบพร้อมแนะนำวิธียืดอายุการใช้งาน อายุการใช้งานของล้อรถยนต์มาตรฐาน  อายุการใช้งานของยางรถยนต์ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งาน แต่โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 30,000 – 40,000 กิโลเมตรหรือ 2 – 5 ปี กรณีใช้งานปกติ แต่หากมีการบรรทุกของหนักเดินทางไกลบ่อย ๆ อาจมีอายุสั้นลง จึงจำเป็นต้องเช็กสภาพล้อเป็นประจำทุกปี ปีละ 1 ครั้ง หรือหากไม่แน่ใจว่าล้อรถยนต์มีอายุการใช้งานมานานแค่ไหนแล้วหรือควรเปลี่ยนหรือไม่มีวิธีการสังเกตง่าย ๆ ว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนแล้ว ดังนี้ 1.